|
"ชีวิตเกือบล้มเหลวเพียงเพราะว่าสายไฟเส้นเดียว..แต่ในที่สุดก็ผ่านมาได้"
ประสบการณ์มันสอนเราให้รู้ว่าการจะทำงานใหญ่ๆให้สำเร็จอย่ามองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆ
ช่วงเวลาที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตก็คือช่วงที่ทำโครงงานวิศวกรรม(Engineering
Project)
หรือที่พวกเราเรียกกันว่า "Project"
ตอนเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
เพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า
"การศึกษาคืออะไร"
ก็ตอนนี้แหละครับ
สุดยอดของความ "ยาก" จริงๆ
ถ้าไม่ได้รุ่นพี่ที่ชื่อพี่วัฒน์(คนที่นั่งเก้าอี้)
ช่วยแล้วละก็อาจจะไม่มีคนชื่อ
พงษ์ศักดิ์
บุญภักดี
กลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเองก็เป็นได้
ความรู้สึกที่หมดหวัง
ท้อแท้กับชีวิต
หมดอาลัยตายอยาก
ถูกทำให้หายไปจากพี่ชายที่แสนดีคนนี้
นั่นจึงทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกต่างๆของคนที่หมดหวัง
ผมได้รับความช่วยเหลือได้รับรู้ถึงความรู้สึกดีๆ
ที่คนๆหนึ่งช่วยเหลือเราให้พ้นจากความทุกข์ได้ จึงทำให้ผมเกิดความคิดว่า
เราจะต้องพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ
เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือผู้อื่นได้และตั้งใจไว้ว่า
"ต่อไปในวันข้างหน้า ถ้าผมพบคนที่เขามีความทุกข์และเขาต้องการความช่วยเหลือ
ถ้าผมสามารถช่วยเหลือเขาได้แล้วละก็
ผมจะช่วยเขาอย่างเต็มที่"
ช่วงเวลาของการทำ Project
เป็นช่วงเวลาทดสอบความสามารถ ความอดทน ความมุ่งมั่น
ความตั้งใจ ความอึดและอะไรอีกหลายอย่าง ถ้าคุณผ่านมันได้ แสดงว่า
"คุณใช้ได้"
ผมกับเพื่อนอีกคนชื่อแดงลงทุนลาออกจากงานที่ทำอยู่ทั้งสองคนแล้วมาเช่าหอพักอยู่หน้ามหาลัย
เพื่อทำโปรเจคอย่างเดียวจากคำพูดของอาจารย์ทำให้ต้องเลือกและตัดสินใจ
"คุณก็เลือกเอาว่าจะเรียนไม่จบ
ทำโปรเจคไม่ผ่านแล้วก็เป็นแค่คนที่เรียนจบ
แค่ ปวส.ธรรมดาๆหรืออยากจะเป็นวิศวกร"
มานั่งคุยกับเพื่อนรักแดงว่าจะเอายังไงดี
ในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกเส้นทางที่จะเป็นวิศวะ
ตามที่ตั้งใจไว้เลยลาออกจากงานทั้งสองคนแล้วมาเช่าหอพักแถวๆตลาดหนองจอก
เพื่อมาทำโปรเจคอย่างเดียวให้เสร็จ
ตอนนั้นยังสับสนว่า "เราสองคนคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่"
แต่...เมื่อวันเวลาผ่านไปมันก็พิสูจน์ได้ว่าผมกับแดงก็"คิดถูก"
ทุกๆเย็นผมกับแดงต้องไปวิ่งที่สวนสาธารณะแถวๆหนองจอก
เพื่อคลายเครียด วิ่งเสร็จก็จะซื้อขนมปังแถววันละแถวๆ
10 บาท
มานั่งริมสระ มาให้อาหารปลาและปรับทุกข์กับแดงทุกวันๆ
นั่งทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้น
ว่าทำไมงานของเราจึงมีปัญหา Hardware และ
Program ที่เราเขียนจึงไม่ Work
(คำว่า Work เนี่ย
เป็นคำที่ฮิตมากของเราชาววิศวะ
ถ้างาน Work ละก็อย่างกับได้ขึ้นสวรรค์)
และทุกครั้งก่อนจะกลับไปทำงานต่อ
ก็จะมีวลียอดฮิตของเราทั้งคู่พูดก่อนกลับคือ
"นายกับเราจะเรียนจบกันไหมหนอ"
กิน
นอน อยู่ข้างโปรเจคอยู่เกือบครึ่งปี วันที่หอบเอาโครงงานไปส่งท่านอาจารย์
และขึ้นสอบโปรเจคเป็นวันที่ตื่นเต้นมาก อาจารย์เข้าฟังและเป็นกรรมการสอบ
7 ท่าน
แต่ละท่านระดับสุดยอดฝีมือทั้งนั้น
(เหตุการณ์ระหว่าง
6
เดือนนี้เดียวจะมาขยายความให้ฟังทีหลังโหดและอึดสุดๆ)
อาจารย์ท่านก็ถามหลายคำถาม
ทำไมถึงทำโปรเจคชิ้นนี้?
แนวคิดของงานคืออะไร?
มีประโยชน์อะไร?
ทำไมใช้อุปกรณ์ตัวนี้?
IC
เบอร์อื่นใช้แทนได้ไหม?
ปัญหา อุปสรรค วิธีแก้ไข?
ฯลฯ
สรุปว่าถ้าไม่ได้ทำด้วยตัวเอง เสร็จแน่
ผมกับแดงก็ตอบได้หมดเพราะลงมือทำเอง
เลยทำให้เรารู้ว่าการลงมือทำอะไรด้วยตนเอง การได้แก้ปัญหา
ผิดบ้าง ถูกบ้าง มันเป็นการฝึกกระบวนการคิด ได้ประสบการณ์ตรง
ช่วยให้เราแก้ปัญหาด้วยสติปัญญาและความสังเกต
ประสบการณ์นั้นมีค่ามากกว่าสิ่งใด
ไม่สามารถหาซื้อหรือถ่ายทอดให้กันได้
เมื่อนำเสนอเสร็จท่านอาจารย์ก็บอกว่า
"ผ่าน"
ให้ผมกับเพื่อนไปทำ Paper มาส่ง 5
เล่ม
เมื่อได้ยินคำว่า
"ผ่าน"
ดีใจสุดๆ อย่างกับได้ขึ้นสวรรค์เลย ^_^
แดงบอกว่า
เรารู้แล้วว่า คำว่า
"ยกภูเขาออกจากอกมันมีความรู้สึกอย่างไร"
ตอนเรียนจบตั้งใจว่า
"ต่อไปในวันข้างหน้า ถ้าผมพบคนที่เขามีความทุกข์และเขาต้องการความช่วยเหลือ
ถ้าผมสามารถช่วยเหลือเขาได้แล้วละก็
ผมจะช่วยเขาอย่างเต็มที่"
เพราะความรู้สึกที่ได้รับการช่วยเหลือให้พ้นจากความทุกข์นั้น
มันช่างเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ
แต่ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ช่วงนั้น
กลับกลายเป็นผลดีกับชีวิตของผมในช่วงต่อมา
เพราะถ้าเราเคยเจออะไรที่สุดๆกับชีวิตมาแล้ว
สิ่งที่เราเจอและคิดว่าหนักหนาสาหัส
ในเวลาต่อๆมานั้นมันจะกลายเป็นเรื่องเล็กๆไปเลย(สมัยนี้ก็ต้องบอกว่าชิวๆ)...
ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
ที่ได้ให้ความรู้และประสบการณ์ชีวิตที่มีค่ายิ่ง
ขอบคุณพี่วัฒน์และเพื่อนๆ ทุกคน
ที่ได้ให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจกับผมด้วยดีเสมอมา
ถ้าไม่มีพี่วัฒน์และเพื่อนๆก็คงไม่มีผมในวันนี้...

|