ข้อคิดเพื่อชีวิตที่ดี  

"..อดีตที่ดี ย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีของปัจจุบัน ปัจจุบันที่ดี ย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีของอนาคต.."
หน้าหลัก | My Life Story | Gallery | การศึกษา | การทำงาน | ผลงานวิชาการ | การฝึกอบรม | ผลงานความสำเร็จ | วิทยากร | ความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ | ฟังเพลง |
 

ความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ ช่วงเวลาที่เหนื่อยที่สุดในชีวิต

 

"ชีวิตเกือบล้มเหลวเพียงเพราะว่าสายไฟเส้นเดียว..แต่ในที่สุดก็ผ่านมาได้"
ประสบการณ์มันสอนเราให้รู้ว่าการจะทำงานใหญ่ๆให้สำเร็จอย่ามองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆ

 

ช่วงเวลาที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตก็คือช่วงที่ทำโครงงานวิศวกรรม(Engineering Project)
หรือที่พวกเราเรียกกันว่า "Project"  ตอนเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร   เพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า  "การศึกษาคืออะไร"
ก็ตอนนี้แหละครับ สุดยอดของความ "ยาก" จริงๆ ถ้าไม่ได้รุ่นพี่ที่ชื่อพี่วัฒน์(คนที่นั่งเก้าอี้)
ช่วยแล้วละก็อาจจะไม่มีคนชื่อ พงษ์ศักดิ์ บุญภักดี กลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเองก็เป็นได้

ความรู้สึกที่หมดหวัง ท้อแท้กับชีวิต หมดอาลัยตายอยาก  
ถูกทำให้หายไปจากพี่ชายที่แสนดีคนนี้
นั่นจึงทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกต่างๆของคนที่หมดหวัง
ผมได้รับความช่วยเหลือได้รับรู้ถึงความรู้สึกดีๆ
ที่คนๆหนึ่งช่วยเหลือเราให้พ้นจากความทุกข์ได้ จึงทำให้ผมเกิดความคิดว่า
เราจะต้องพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ
 เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือผู้อื่นได้และตั้งใจไว้ว่า
 "ต่อไปในวันข้างหน้า ถ้าผมพบคนที่เขามีความทุกข์และเขาต้องการความช่วยเหลือ
ถ้าผมสามารถช่วยเหลือเขาได้แล้วละก็ ผมจะช่วยเขาอย่างเต็มที่"
 

ช่วงเวลาของการทำ Project เป็นช่วงเวลาทดสอบความสามารถ ความอดทน ความมุ่งมั่น
ความตั้งใจ ความอึดและอะไรอีกหลายอย่าง ถ้าคุณผ่านมันได้ แสดงว่า
"คุณใช้ได้"
ผมกับเพื่อนอีกคนชื่อแดงลงทุนลาออกจากงานที่ทำอยู่ทั้งสองคนแล้วมาเช่าหอพักอยู่หน้ามหาลัย
เพื่อทำโปรเจคอย่างเดียวจากคำพูดของอาจารย์ทำให้ต้อง
เลือกและตัดสินใจ

"คุณก็เลือกเอาว่าจะเรียนไม่จบ ทำโปรเจคไม่ผ่านแล้วก็เป็นแค่คนที่เรียนจบ
แค่ ปวส
.
ธรรมดาๆหรืออยากจะเป็นวิศวกร"

มานั่งคุยกับเพื่อนรักแดงว่าจะเอายังไงดี ในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกเส้นทางที่จะเป็นวิศวะ
ตามที่ตั้งใจไว้เลยลาออกจากงานทั้งสองคนแล้วมาเช่าหอพักแถวๆตลาดหนองจอก
เพื่อมาทำโปรเจคอย่างเดียวให้เสร็จ ตอนนั้นยังสับสนว่า
"เราสองคนคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่"
แต่
...เมื่อวันเวลาผ่านไปมันก็พิสูจน์ได้ว่าผมกับแดงก็"คิดถูก"

ทุกๆเย็นผมกับแดงต้องไปวิ่งที่สวนสาธารณะแถวๆหนองจอก
เพื่อคลายเครียด วิ่งเสร็จก็จะซื้อขนมปังแถววันละแถวๆ 10 บาท
มานั่งริมสระ มาให้อาหารปลาและปรับทุกข์กับแดงทุกวันๆ นั่งทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้น
ว่าทำไมงานของเราจึงมีปัญหา
Hardware และ Program ที่เราเขียนจึงไม่ Work
(คำว่า Work เนี่ย เป็นคำที่ฮิตมากของเราชาววิศวะ
 ถ้างาน
Work ละก็อย่างกับได้ขึ้นสวรรค์) และทุกครั้งก่อนจะกลับไปทำงานต่อ
ก็จะมีวลียอดฮิตของเราทั้งคู่พูดก่อนกลับคือ
"นายกับเราจะเรียนจบกันไหมหนอ"

กิน นอน อยู่ข้างโปรเจคอยู่เกือบครึ่งปี วันที่หอบเอาโครงงานไปส่งท่านอาจารย์
และขึ้นสอบโปรเจคเป็นวันที่ตื่นเต้นมาก อาจารย์เข้าฟังและเป็นกรรมการสอบ
 
7 ท่าน แต่ละท่านระดับสุดยอดฝีมือทั้งนั้น
(เหตุการณ์ระหว่าง
6 เดือนนี้เดียวจะมาขยายความให้ฟังทีหลังโหดและอึดสุดๆ)

อาจารย์ท่านก็ถามหลายคำถาม
ทำไมถึงทำโปรเจคชิ้นนี้
?
แนวคิดของงานคืออะไร
?
 มีประโยชน์อะไร?
ทำไมใช้อุปกรณ์ตัวนี้
?
IC เบอร์อื่นใช้แทนได้ไหม?
ปัญหา อุปสรรค วิธีแก้ไข
?
ฯลฯ
สรุปว่าถ้าไม่ได้ทำด้วยตัวเอง เสร็จแน่
ผมกับแดงก็ตอบได้หมดเพราะลงมือทำเอง
เลยทำให้เรารู้ว่าการลงมือทำอะไรด้วยตนเอง การได้แก้ปัญหา
ผิดบ้าง ถูกบ้าง มันเป็นการฝึกกระบวนการคิด ได้ประสบการณ์ตรง
ช่วยให้เราแก้ปัญหาด้วยสติปัญญาและความสังเกต
ประสบการณ์นั้นมีค่ามากกว่าสิ่งใด
ไม่สามารถหาซื้อหรือถ่ายทอดให้กันได้

เมื่อนำเสนอเสร็จท่านอาจารย์ก็บอกว่า "ผ่าน" ให้ผมกับเพื่อนไปทำ Paper มาส่ง 5 เล่ม
เมื่อได้ยินคำว่า
"ผ่าน" ดีใจสุดๆ อย่างกับได้ขึ้นสวรรค์เลย ^_^
แดงบอกว่า เรารู้แล้วว่า คำว่า "ยกภูเขาออกจากอกมันมีความรู้สึกอย่างไร"

 ตอนเรียนจบตั้งใจว่า
"ต่อไปในวันข้างหน้า ถ้าผมพบคนที่เขามีความทุกข์และเขาต้องการความช่วยเหลือ
ถ้าผมสามารถช่วยเหลือเขาได้แล้วละก็ ผมจะช่วยเขาอย่างเต็มที่"

เพราะความรู้สึกที่ได้รับการช่วยเหลือให้พ้นจากความทุกข์นั้น มันช่างเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ
       แต่ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ช่วงนั้น กลับกลายเป็นผลดีกับชีวิตของผมในช่วงต่อมา
 เพราะถ้าเราเคยเจออะไรที่สุดๆกับชีวิตมาแล้ว   สิ่งที่เราเจอและคิดว่าหนักหนาสาหัส
ในเวลาต่อๆมานั้นมันจะกลายเป็นเรื่องเล็กๆไปเลย(สมัยนี้ก็ต้องบอกว่าชิวๆ)...

 ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
ที่ได้ให้ความรู้และประสบการณ์ชีวิตที่มีค่ายิ่ง
ขอบคุณพี่วัฒน์และเพื่อนๆ ทุกคน
ที่ได้ให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจกับผมด้วยดีเสมอมา
ถ้าไม่มีพี่วัฒน์และเพื่อนๆก็คงไม่มีผมในวันนี้...

ความรู้คือพลัง : Knowledge is Power

โครงงานวิศวกรรมเรื่อง ชุดควบคุมมอเตอร์ 3 มิติด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์ 8051(พ.ศ.2538)

     

แค่เห็นสายไฟวงจร Controller ก็ปวดหัวแล้วครับ ลงทุนไป 4 หมื่นกว่าบาท
ผลงานชิ้นนี้สอนให้รู้ว่า
อย่ามองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆ เพราะสิ่งนั้นมันอาจเปลี่ยนชีวิตของเราเลยได้
 

 

พี่วัฒน์ พี่ชายที่แสนดี

 

ผลงานที่สอนให้รู้จักความอดทนและต้องใช้ฝีมือสุดๆๆๆ

 

ชุดแมคคานิ ชุดนี้เกือบๆ 3 หมื่นบาท

 

วงจรควบคุมมอเตอร์(Controller)

 

 

 

 

PONGSAK BOONPHAKDEE

M.Ed.(Educational Technology and Communications)

boonphakdee@yahoo.com , boonphakdee@gmail.com  Tel. 0-1785-2530

DEPARTMENT OF BUSINESS COMPUTER  SUKHOTHAI POLYTECHNIC COLLEGE